Make your own free website on Tripod.com

 

สารพันปัญหาเด็ก ตอน อาการท้องผูกในเด็กแรกเกิด

ที่มา : นิตยสารบันทึกคุณแม่ คอลัมน์ทารกน้อยแรกเกิด – 2 ปี – สารพันปัญหาเด็ก หน้า 10 ปีที่ 6 ฉบับที่ 68 เดือนมีนาคม 2542
โดย : พญ. เชิดชู อริยศรีวัฒนา

พ่อแม่เด็กทารกอายุแรกเกิด – 3 เดือน มักมีปัญหามาปรึกษาอยู่เสมอว่าทำไมลูกจึงท้องผูก จะป้องกันและแก้ไขอย่างไร ใช้สบู่สวนทวารหนักลูกบ่อย ๆ ดีหรือไม่อย่างไร

ปกติแล้วเรามักจะคิดว่าการไม่ถ่ายอุจจาระหลาย ๆ วัน คือ อาการท้องผูก ที่จริงแล้วความหมายของคำว่า ท้องผูก คือ การถ่ายอุจจาระแข็งกว่าปกติมาก ซึ่งอาจจะหลาย ๆ วันถ่ายครั้ง หรือถ่ายอุจจาระทุกวัน แต่อุจจาระแข็งมาก ก็ถือว่าเป็นอาการท้องผูก

ปกติทารกแรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 – 3 เดือนที่ดูดนมแม่มักจะไม่มีปัญหาเรื่องท้องผูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกเกิดใหม่ 2 – 3 วันแรกเด็กทารกที่ดูดนมแม่จะขับถ่ายขี้เทาได้ดี และอาจถ่ายอุจจาระเป็นสีเหลืองเหลว ๆ ได้ในปริมาณครั้งละเล็ก ๆ น้อย ๆ ถึงวันละ 6 – 8 ครั้ง เนื่องจากว่าน้ำนมแม่มีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับขี้เทาได้ดี เด็กบางคนที่ดูดนมแม่อาจจะถ่ายอุจจาระเพียง 1 ครั้งในเวลา 3 – 4 วัน โดยมีลักษณะอุจจาระนิ่ม ๆ ไม่แข็งและปริมาณไม่มากนัก ทั้งนี้เนื่องจากว่าน้ำนมแม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน มีกากอาหารน้อยลำไส้เด็กสามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารจากนมแม่ไปใช้ได้หมด ทำให้มีจำนวนอุจจาระน้อย ไม่ถ่ายอุจจาระทุกวัน

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า เด็กที่ดูดนมแม่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาเรื่องท้องผูกเลย ส่วนเด็กที่ดูดนมผสม จากสูตรนมผงต่าง ๆ กันนั้นอาจจะมีปัญหาท้องผูกได้จากส่วนประกอบของนมผงแต่ละชนิดซึ่งไม่เหมือนกัน เด็กที่ท้องผูกอาจเกิดจากได้รับนมที่มีไขมัน หรือโปรตีนสูงเกินไปได้รับนมหรือน้ำน้อยไปทำให้ระบบขับถ่ายไม่สมดุลเกิดการท้องผูกขึ้น

นอกจากเรื่องนมจะเป็นสาเหตุของการท้องผูกแล้ว ปัญหาความผิดปกติของลำไส้ก็อาจเป็นสาเหตุของท้องผูกได้ เช่น ลำไส้ขาดปมประสาทที่คอยควบคุมการขับถ่าย ลำไส้ตีบแคบกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณรอบทวารหนักเกร็งตัวมากไป หรือบางครั้งอาจมีก้อนขี้เทาที่แข็งมากอุดกั้นบริเวณลำไส้ใหญ่ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายอุจจาระออกได้ เกิดอาการท้องผูก ท้องอืด หรือลำไส้อุดตันได้

ตามปกติ การขับถ่ายอุจจาระเกิดขึ้นโดยการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ซึ่งจะถูกกระตุ้นโดยจำนวนอุจจาระที่มาคั่งค้างอยู่ในลำไส้ส่วนนี้ไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเรียบของลำไส้ทำการเคลื่อนไหวเพื่อขับอุจจาระออกมา

แต่เมื่อเกิดท้องผูกแล้ว อุจจาระที่คั่งค้างในส่วนปลายของลำไส้นี้กลับจะทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติตอบสนองต่อการกระตุ้นของอุจจาระได้น้อยลงกว่าเดิม ยิ่งทำให้ไม่เกิดการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้เกิดการคั่งค้างของอุจจาระเพิ่มมากยิ่งขึ้น สาเหตุของการท้องผูกอีกอย่างหนึ่งของเด็กก็คือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานได้น้อยกว่าปกติ ซึ่งจะทำให้มีปัญหาท้องผูกเรื้อรัง เพราะเมื่อต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยก็จะหลั่งไทรอยด์ฮอร์โมนน้อยลง ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวน้อยลง เด็กจะเกิดอาการท้องผูก ฉะนั้นเมื่อเด็กท้องผูก คือ ถ่ายอุจจาระแข็งหลาย ๆ วันจึงถ่ายสักทีและมีอาการท้องอืด ร้องกวนโยเยควรจะพาลูกไปหาหมอ เพื่อตรวจหาความผิดปกติทางร่างกาย และตรวจทางทวารหนักดูว่ากล้ามเนื้อหูรูดของทวารหนักมีความผิดปกติหรือไม่ ถ้าตรวจร่างกายแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติหมอก็จะให้คำแนะนำและให้ยาระบายอ่อน ๆ สำหรับเด็กเมื่อจำเป็น

พ่อแม่ไม่ควรใช้แท่งสบู่สวนทวารหนักเด็กและไม่ควรไปซื้อยาสวนทวารหนักมาสวนให้ลูกบ่อย ๆ เพราะการสวนบ่อย ๆ จะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุลำไส้และกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนักอาจมีแผลเกิดความเจ็บปวด ซึ่งจะส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดรอบทวารหนักยิ่งหดเกร็งมากขึ้น ยิ่งทำให้มีอาการท้องผูก อุจจาระและถ่ายอุจจาระไม่ออก

เมื่อเด็กโตขึ้น อายุได้ 4 เดือนขึ้นไปแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มให้อาหารเสริม ซึ่งเริ่มจากกล้วยน้ำว้าสุกครูด ข้าวบดและน้ำแกงจืดต่าง ๆ ไปจนถึงผักต้มสุกบดละเอียด และผลไม้อื่น ๆ เด็กปกติทั่ว ๆ ไปก็จะไม่มีปัญหาท้องผูกแล้ว เพราะอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโพด จะทำให้มีกากอาหารเหลือตกค้างในลำไส้ซึ่งกากอาหารนี้จะดูดน้ำเอาไว้ได้มาก ทำให้อุจจาระนิ่มมีปริมาณมากและขับถ่ายออกมาได้อย่างสะดวก

โดยสรุปก็คือ สำหรับเด็กทารกแรกเกิดไปจนถึง 4 เดือน ถ้าได้ดูดนมแม่ จะไม่ค่อยมีปัญหาท้องผูก และเมื่อเริ่มอาหารเสริมมีเส้นใยอาหารร่วมอยู่ด้วยในแต่ละวัน ก็จะป้องกันการเกิดปัญหาท้องผูกได้ดี เด็กที่ต้องการดูดนมผสม จากนมผงสูตรต่าง ๆ นั้น ถ้ามีปัญหาท้องผูกก็คงต้องพิจารณาแก้ไขสัดส่วนการผสมนม หรือเปลี่ยนสูตรนมผง

สำหรับเด็กโต จะป้องกันปัญหาท้องผูกได้ โดยให้เด็กรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารรวมอยู่ด้วยเสมอในแต่ละวัน

ควรจะเริ่มหัดให้เด็กนั่งกระโถนเมื่ออายุได้ 18 เดือนขึ้นไป เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มบอกความต้องการของตนเองได้ เริ่มหัดถอดเสื้อผ้าตนเองได้ และที่สำคัญกล้ามเนื้อและระบบประสาทที่ควบคุมการขับถ่ายจะพัฒนาการทำงานได้ดีขึ้น เมื่อเริ่มหัดนั่งกระโถน อย่าเครียดและคาดหวังความสำเร็จเร็วเกินไป เพราะเมื่อไม่เป็นดังความคาดหวัง อาจจะไปติเตียน ลงโทษเด็ก ซึ่งจะก่อให้เกิดการต่อต้านเกิดการกลั้นอุจจาระเอาไว้ ซึ่งจะเป็นสาเหตุอีกอันหนึ่งของการท้องผูกของเด็กวัยหัดเดิน (อายุ 1 – 3 ขวบ)

ควรจะให้เวลาเด็กได้ค่อย ๆ ฝึกหัด ตามปกติแล้วเมื่อเริ่มหัดนั่งกระโถนเมื่ออายุ 18 – 24 เดือนนี้ ถ้าค่อยเป็นค่อยไป ให้กำลังใจเมื่อเด็กขับถ่ายบนกระโถนได้ อย่าติเตียนหรือลงโทษ ถ้าเด็กยังทำไม่ได้ แต่ให้โอกาสแก้ตัวใหม่ และอย่าใช้อารมณ์กับเด็ก เมื่อเด็กอายุได้ 3 – 4 ขวบ ก็จะควบคุมการขับถ่ายได้ดี ไม่มีปัญหาอีกต่อไป

สารพันปัญหาเด็ก..ตอน..อีกนิดนึงนะ

การที่จะทำให้เด็กมีความมั่นใจเรียนรู้ที่จะวางใจพ่อแม่ มิได้มาจากการให้ความรักและความเอาใจใส่อย่างเต็มที่เพียงอย่างเดียว แต่การตอบสนองความต้องการพื้นฐานของเด็กโดยเฉพาะในช่วงวัย 4 เดือนแรกได้ตรงกับความต้องการของเด็กมากที่สุดจะเป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เช่น ถ้าเด็กหิวก็ได้กินนมจนเต็มอิ่ม ถ้าเด็กอยากให้กอด ให้อุ้ม ก็อุ้มอย่างเต็มอกเต็มใจและนานพอ ถ้าเด็กอยากเล่นด้วยก็ลงไปเล่นให้สนุกสมใจ กว่าจะถึงจุดที่พอใจ เมื่อไรก็ให้สังเกตดูที่เด็ก ทำง่าย ๆ เท่านี้คุณก็จะได้ใจของเด็กที่พร้อมจะเชื่อฟัง ทำตามในสิ่งที่คุณอยากให้เขาทำ นั่นเป็นเพราะว่าเขาไว้ใจคุณ

สาเหตุที่ทารกหงุดหงิดง่าย

1. อารมณ์พื้นฐาน ที่เกิดจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมขณะตั้งครรภ์
2. พ่อแม่มีระเบียบมาก มีวิธีการที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้ลูกโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการของเด็กเท่าไรนัก เช่น เด็กอยากจะนอน พ่อแม่ก็จะให้กินนมให้ได้ เป็นต้น
3. พ่อแม่ละเลยหรือไม่ยอมเข้าใจอารมณ์พื้นฐานและความต้องการจึงตอบสนองได้ไม่ตรงกับความต้องการของเด็ก ก็เข้าใจความรู้สึกของคุณแม่ที่คาดหวังในปริมาณนมที่ลูกควรจะทานได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะว่าทุกมื้อ ๆ ก็ทานได้ครั้งละ 8 ออนซ์ แต่คราวนี้กลับทานได้ 4 ออนซ์ ก็ทำท่าจะเลิก โดยอัตโนมัติ คุณแม่หลายคนจะเริ่มเขี่ยมุมปากของลูก เพื่อกระตุ้นให้ดูดนมต่อ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะให้ลูกดูดนมจนครบ 8 ออนซ์ ให้ได้ในทุกรูปแบบ และเมื่อคุณแม่ประสบความสำเร็จจะรู้สึกโล่งอก หรือภาคภูมิใจกับผลงานที่ทำมาก ในขณะเดียวกันก็อยากให้คุณนึกถึงความอึดอัดของเด็ก ๆ ที่กินอาหารเข้าไปมากเกินกว่าที่ต้องการ ไม่มีใครเข้าใจความรู้สึกถึงความหิว อิ่ม อยากขับถ่าย อยากนอน แน่น อึดอัด จุก ฯลฯ ได้ดีเท่ากับตัวของเด็กเอง

คุณพ่อคุณแม่ที่เอาความรู้สึกตนเองเป็นพื้นฐานมาวัดว่าลูกน่าจะหิวแล้ว น่าจะกินได้ 8 ออนซ์นะ ( เพราะถ้าต่ำกว่านี้จะทำให้คุณแม่ไม่สบายใจ ) น่าจะอึได้แล้ว และพยายามบีบบังคับให้เด็ก ๆ ต้องทำไปตามความรู้สึกของคุณแม่ ถ้าไม่อึก็จำเป็นต้องสวนให้ออกให้ได้ หรือถึงเวลานอนตายังแป๋วอยู่ก็จำต้องเอาลงเปล และแกว่งอย่างสนุกสนานจนเด็กเวียนหัวหลับไป ทำแบบนี้ได้สักพักหนึ่ง ก็จะเริ่มเห็นการประท้วงจากเด็ก ๆ ได้แล้วค่ะ

ที่มา : http://clinicdek.com

เป็นไรไหม…ลูกชอบเล่นคนเดียว

ที่มา : นิตยสาร “บันทึกคุณแม่” คอลัมน์ Scoop (Toddler 1-3) หน้า 90 ฉบับที่88 ปีที่ 7 เดือน พฤศจิกายน 2543
โดย : ดาหลา

อาจมีพ่อแม่บางคนตกใจหรือสงสัยว่า เหตุใดลูกน้อยวัยซนถึงดูมีอาการแปลก ๆ ชอบพูดถึง เพื่อน สมมติที่ไม่มีตัวตนอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็หลุดปากเรียกชื่อเพื่อนคนนั้นขึ้นมาเป็นตุเป็นตะว่าเป็นคนทำของเล่นชิ้นนั้นพัง หรือทำแก้วน้ำใบใหม่แตก และยิ่งไปกว่านั้นลูกน้อยของคุณมักจะชวนเพื่อนเล่นที่คุณเองก็ไม่เห็นตัวตนนั้น ออกไปงานเลี้ยง หรือเล่นนอกบ้านด้วยกันอยู่บ่อย ๆ เอ..แล้วพฤติกรรมเช่นนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติหรือเปล่าหนอ ?

ขอตอบตามตรงไว้ตรงนี้เลยนะคะว่า อย่าตกใจไปเลยสำหรับพ่อแม่ที่ลูกน้อยมีพฤติกรรมการเล่นคนเดียวเช่นนี้ เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นเพียงขั้นตอนของพัฒนาการของเด็กในช่วง 1-3 ปีเท่านั้นเองค่ะ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรเลยที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะได้เห็นหรือได้ยินว่าลูกน้อยของคุณกำลังเรียกชื่อเพื่อนสมมติอยู่บ่อยครั้ง หรือหยอกเอินกับเพื่อนสมมติอยู่ อย่างสนุกสนานแถมบางครั้งยังผลักความผิดให้แก่เพื่อนคนนี้ไปได้อย่างหน้าตายเฉย

มีตัวอย่างของพ่อแม่คู่หนึ่งนะคะที่ทั้งลูกชายและลูกสาวของเขาชอบเล่นกับเพื่อนสมมติ โดยลูกสาวที่มีอายุประมาณ 3 ขวบ เริ่มสร้างเพื่อนสมมติ พร้อมตั้งชื่อให้เสร็จสรพเลยค่ะว่า “โจ” ทั้งคู่ก็ผลัดกันเล่นกับโจอยู่อย่างนั้น โดยที่ทั้งพ่อและแม่ของพวกเขาเองในตอนแรกต่างก็ไม่เข้าใจว่า เพื่อนที่ชื่อโจนั้นเป็นลูกเต้าเหล่าใคร บ้านอยู่ไหน ทั้งสองเพียงแต่ได้ยินอยู่บ่อย ๆ ว่าโจเป็นหนึ่งในเพื่อนเล่นของลูกน้อยของพวกเขาก็เท่านั้นเองและเมื่อลูกสาวคนโตถึงวัยต้องเข้าโรงเรียน พฤติกรรมที่ชอบเล่นกับเพื่อนสมมตินั้นก็ค่อย ๆ หายไปโดยปริยาย เพราะได้มีโอกาสเข้าไปร่วมเรียน และเล่นกับเพื่อนจริง ๆ ในชั้นเรียนเสียที ภาพฝันและเพื่อนสมมติต่าง ๆ ก็จางหายไปจากห้วยคำนึงของเด็กน้อยผู้นั้นนับแต่นั้นมา

แต่ใช่ว่า ครอบครัวนี้จะหมดข้อกังขาไปเลยนะคะ เพราะเจ้าลูกชายวัย 2 ขวบกลับมานั่งเล่นกับโจแทน ทั้งนี้ เขาว่ากันว่าพฤติกรรมการเล่นคนเดียวแบบนี้มักจะเป็นพฤติกรรมที่เด็กคนหนึ่งสามารถเลียนแบบเด็กอีกคนหนึ่งได้โดยง่าย แต่กลเม็ดเด็ดพรายที่เด็กชายวัยอ่อนกว่าอาจไม่เทียบเท่ากับพี่สาวก็คงจะเป็นเรื่องของการแต่งเรื่องที่ดูจะไม่สมจริง เพื่อนสมมติคนเดิมอาจจะมีรูปร่าง หรือลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม โดยไปคล้องจองกับตัวการ์ตูนในหนังที่เขาเพิ่งได้ดูมา หรือตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่จองพื้นที่นอนในห้องอย่างเอกเขนกแทน ทั้งนี้เพราะเด็กน้อยวัยเยาว์กว่ายังคงไม่สามารถแยกแยะตัวการ์ตูน หรือตุ๊กตาออกจากคนที่เป็นคนจริง ๆ ได้ ดังนั้นลักษณะนิสัยของเพื่อนสมมติของเขาจึงยังคงไม่สมจริงเหมือนดั่งที่พี่สาวของเขาได้สมมติขึ้นมาก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังโชคดีนะคะที่ตัวพ่อแม่ของเด็กน้อยทั้ง 2 เข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การมีเพื่อนสมมติไว้เล่นอยู่เคียงข้างเช่นนี้ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญสำหรับพัฒนาการของเด็กในวัยนี้ เด็กสร้างเรื่อง สร้างเพื่อนสมมติขึ้นมาเพื่อชดเชยกับสิ่งที่เขาหาไม่ได้ในชีวิตของเขา บ่อยครั้งที่พ่อแม่ของเด็กน้อยพบว่าเจ้าลูกชายวัยซนคิดสมมติเพิ่มเติมขึ้นไปด้วยว่า ในห้องนอนของน้องหนูนั้นมีภูติผีนอนรออยู่ใต้เตียงอันมืดมิด หรือแอบเล่นซ่อนหาอยู่ในตู้เสื้อผ้า ซึ่งทั้งคู่ก็เริ่มเข้าใจว่าการเล่นสมมติแบบนี้ เป็นเรื่องที่เด็กน้อยปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อปลดปล่อยความกลัวจากจิตใต้สำนึกของเขาเท่านั้นเอง แม้พฤติกรรมเช่นนี้จะมีอยู่ แต่จะหายไปเองตามอายุที่มากขึ้น และโลกทัศน์ที่เปิดกว้างขึ้น ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้คุณพ่อคุณแม่ท่านอื่น ๆ โปรดวางใจได้เลยนะคะว่าการเล่นคนเดียวของลูกน้อยของคุณนั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับเด็กน้อยวัยนี้ค่ะ

“เล่นคนเดียว” ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ

ความแตกต่างระหว่าง “การเล่นคนเดียว” กับ “การไม่อยากเล่นกับคนอื่น”

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นไว้แต่เนิ่น ๆ ว่า พฤติกรรมการเล่นคนเดียวของเด็กน้อยวัย 1-3 ปีถือเป็นพัฒนาการที่ปกติธรรมดาของเด็กวัยนี้ แต่การชอบเล่นคนเดียวกับการมีความรู้สึกที่ไม่อยากเล่นกับเด็กอื่น นั้นต่างกัน ในกรณีหลังนี้ถือว่าเป็นปัญหา และควรมีการแก้ไขเกิดขึ้น ตามความเห็นของแพทย์หญิงวินัดดา ปิยะศิลป์ กุมารแพทย์จิตแพทย์และวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ผู้เขียนหนังสือ “สารพันปัญหาเด็ก” กล่าวถึงพฤติกรรมที่เด็กน้อยมีอาการไม่อยากเล่นกับเด็กอื่น ๆ ไว้ว่ามีสาเหตุมาจาก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แพทย์หญิงท่านนี้ก็ได้เสนอทางแก้ให้แก่คุณพ่อ คุณแม่ รวมถึงครูผู้ปกครองให้ได้นำไปใช้ปรับปรุงพฤติกรรมที่ไม่ดีเช่นนี้ว่า