Make your own free website on Tripod.com

 

โรคสมาธิสั้นในเด็ก ตอนที่ 1
ผ.ศ. ดนัย บวรเกียรติกุล

สวัสดีครับ เนื่องในช่วงเทศกาลวันเด็กในเดือนมกราคมนี้รายการวิถีสุขภาพขอนำเสนอสาระเกี่ยวกับสุขภาพของเด็กกันนะครับ ท่านผู้ฟังหลายท่านที่มีบุตรหลานที่กำลังอยู่ในวัยเรียนอาจพบว่าบุตรหลานของท่านมีปัญหาเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นในเด็ก หรือ โรคไฮเปอร์ ซึ่งทางรายการวิถีสุขภาพขอนำเสนอสาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นในเด็กดังต่อไปนี้ครับ
โรคสมาธิสั้น หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Attention Deficit Hyperactivity Disorder ซึ่งเรียกอย่างย่อๆ ว่า ADHD คือ กลุ่มอาการที่เกิดในวัยเด็ก ก่อนอายุ 7 ปี แล้วก่อให้เกิดผลกระทบต่อพฤติกรรม, อารมณ์, การเรียนรู้ และ การเข้าสังคมกับผู้อื่น โดยเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะมีอาการสำคัญ 3 รูปแบบ
1.ความบกพร่องของสมาธิ คือ มีความสนใจสั้น เบื่อง่าย วอกแวกง่าย ทำงานไม่เรียบร้อย ไม่รอบคอบ มักทำงานไม่เสร็จค้างคาไว้เสมอ
2.ความบกพร่องของพฤติกรรม คือ เด็กมักจะนั่งไม่ติดที่ ชอบวิ่ง ปีนป่าย กระโดดเล่นโลดโผน เสียงดัง อยู่นิ่งไม่ได้ ถ้าให้นั่งนิ่งอยู่กับที่ก็จะหยุกหยิกตลอดเวลา
3.ความบกพร่องในการคิดวางแผน คือ เด็กมักจะหุนหัน วู่วาม ควบคุมตนเองไม่ได้ ยับยั้งตนเองไม่เป็น ใจร้อน มักตอบคำถามก่อนที่ผู้ถามจะถามจบ รอคอยไม่เป็น ชอบพูดแทรกคนอื่น
เด็กอาจมีอาการทั้ง 3 รูปแบบ หรือมีเพียงรูปแบบใดเพียง 1 หรือ 2 แบบ ทำให้ขณะที่อยู่ในห้องเรียน เด็กจะสนใจการเรียนไม่นาน เหม่อลอย หรือวอกแวกไปสนใจสิ่งนอกห้องเรียน แหย่เพื่อน หรือรบกวนคนอื่น ๆ ในห้องเรียน ไม่ตั้งใจเรียน และผลการเรียนมักไม่ดีเท่าที่ควร เด็กมักถูกลงโทษจากทั้งคุณครูและผู้ปกครองบ่อยกว่าคนอื่น และถูกมองว่าเป็นเด็กดื้อ เด็กซน นิสัยไม่ดี
โรคสมาธิสั้นเกิดจากความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วน โดยยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดในปัจจุบัน คาดว่าเกิดจากสารเคมีในสมองบางชนิดไม่สมดุลทำให้เด็กไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดี แม้เด็กจะพยายามควบคุมตนเองแล้วก็ตาม จากการวิจัยพบว่า เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมักไม่ประสบผลสำเร็จเท่าความสามารถที่แท้จริงของเด็ก ทั้งด้านการเรียนและมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น มักมีปัญหาทางจิตใจ คือ มองตนเองเป็นคนไม่ดี ไม่มั่นใจตนเอง รู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร ๆ และจากการศึกษา พบว่าจำนวน 25% ของเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นจะกลายเป็นเด็กเกเร ก้าวร้าว ถ้าไม่ได้รับการรักษาช่วยเหลือก่อน

โรคสมาธิสั้นในเด็ก ตอนที่ 2
ผ.ศ. ดนัย บวรเกียรติกุล

สวัสดีครับ ท่านผู้ฟัง สัปดาห์นี้ รายการวิถีสุขภาพขอนำเสนอสาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคสมาธิสั้นในเด็กกันต่อนะครับ
สำหรับการรักษาโรคสมาธิสั้นนั้น เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดต้องใช้การรักษาแบบผสมผสานหลายๆด้าน โดยเป้าหมายของการรักษา คือช่วยให้เด็กสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และลดปัญหาทางอารมณ์ ซึ่งการรักษาประกอบด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
1. ผู้ปกครองและครูของเด็กที่เป็นสมาธิสั้น ควรมีความรู้เกี่ยวกับตัวโรค และเทคนิคการปรับพฤติกรรม เพื่อช่วยในการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็ก การประจาน ประณาม หรือตราหน้าว่าเด็กเป็นเด็กไม่ดีรวมทั้งการลงโทษด้วยความรุนแรง เป็นวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ได้ผล โดยจะทำให้เด็กมีอารมณ์โกรธ หรือ แสดงพฤติกรรมต่อต้านและก้าวร้าวมากขึ้น แต่การชมหรือให้รางวัลเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม รวมถึงการควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยการตัดสิทธิหรืองดกิจกรรมที่เด็กชอบ จะเป็นวิธีการที่ได้ผลดีกว่า
2. เด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่มักมีปัญหาการเรียนร่วมด้วยเนื่องจากไม่สามารถเรียนได้ตามศักยภาพที่มี ดังนั้นควรมีการประสานงานกับครูอย่างใกล้ชิดเพื่อจัดการเรียน และสิ่งแวดล้อมในห้องให้เหมาะสมกับเด็ก คือ ห้องเรียนต้องค่อนข้างสงบไม่สับสนวุ่นวาย และไม่มีสิ่งกระตุ้นมาก มีระเบียบกำหนดกิจกรรมที่เด็กจะทำอย่างชัดเจน ก็จะช่วยเหลือเด็กสมาธิสั้นให้เรียนได้ดีขึ้น
3. ยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นนั้นเป็นยาที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อย และมีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ไม่ก่อให้เกิดการง่วงซึม หรือสะสมในร่างกาย ยาจะช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ซนน้อยลง ดูสงบขึ้นมีความสามารถในการควบคุมตนเอง ผลที่ตามมาคือ การเรียนอาจดีขึ้น มีความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรอบข้างดีขึ้นและเด็กจะมีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า
เมื่อเด็กโตขึ้นผ่านวัยรุ่น ประมาณ 1 ใน 3 ของเด็กสมาธิสั้นมีโอกาสหายจากโรคนี้ สามารถเรียนหนังสือหรือทำงานได้ปกติโดยไม่ต้องรับประทานยา ส่วนใหญ่ของเด็กสมาธิสั้นยังคงมีความบกพร่องของสมาธิในระดับหนึ่ง แต่สามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น และสามารถปรับตัวและเลือกงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมาธิมากนัก ก็จะประสบความสำเร็จ และดำเนินชีวิตได้ตามปกติ
แม้แพทย์จะวินิจฉัยลูกว่าเป็นโรคสมาธิสั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกเป็นเด็กไม่ดี หรือ จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต แต่หมายความว่าลูกมีปัญหาในการตั้งสมาธิ ดังนั้น ความรักและความเข้าใจลูกในสิ่งที่ลูกเป็น และพยายามให้กำลังใจช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของลูกมีความสำคัญ และมีส่วนช่วยเหลือลูกให้ประสบความสำเร็จได้ สวัสดีครับ

ที่มา : http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/