Make your own free website on Tripod.com

สุขภาพเด็ก

โรคติดเชื้อในเด็ก

ไข้หรือตัวร้อน
ศ.นพ.เกรียงศักดิ์ จีระแพทย์

ไข้หรือตัวร้อน หมายถึง อุณหภูมิกายเพิ่มสูงกว่าปกติ หากเป็นอุณหภูมิที่วัดทางปากต้องสูงเกิน 37.2 ๐ซ เวลาที่มีไข้ไม่จำเป็นว่าทุกส่วนของร่างกายจะต้องร้อนเท่ากันหมด อาจร้อนที่ศีรษะ ลำตัว และแขนขา แต่ฝ่ามือฝ่าเท้าเย็น ในสังคมไทยมีความเชื่อที่สืบทอดมาแต่โบราณว่า การที่ศีรษะร้อนแต่เย็นที่ฝ่ามือฝ่าเท้าหมายถึงว่า ผู้ป่วยมีอาการหนัก ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดและก่อความทุกข์ใจให้แก่คนเชื่อมาก สาเหตุของไข้มีมากมาย และระยะเวลาที่ไข้จะปรากฏในแต่ละโรคจะยาวนานต่างกัน เช่น
1. ไข้หวัดธรรมดา ผู้ป่วยจะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ จาม คัดจมูก อาการไข้จะมีอยู่ ราว 3-4 วัน ก็หายไปหากไม่มีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม หูอักเสบ
2. ไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดเบ้าตา ปวดท้อง ปวดเมื่อยตามแขนขา ไข้อาจสูงถึง 40๐ซ อาการไข้ปรากฏอยู่ 3-5 วัน และหายโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ
3. ไข้เลือดออก ไข้จะมีอยู่ 3-4 วัน ร่วมกับอาการซึม ใบหน้าแดง เบื่ออาหารอย่างมาก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดใต้ชายโครงข้างขวา บางคนจะมีอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจาระสีดำเหมือนน้ำมันดิน และอาจช๊อคในวันที่ 4 ของไข้
4. ไข้ไทฟอยด์ ผู้ป่วยจะมีไข้ ซึม ถ่ายอุจจาระเหลว หรือท้องผูก หากไม่รักษาไข้จะปรากฏอยู่นาน 3 สัปดาห์ และมีโรคแทรกซ้อนทางลำไส้ ทำให้เกิดแผลที่ลำไส้มีเลือดออกหรือลำไส้ทะลุ ตับอักเสบ มีดีซ่าน อาจเกิดโรคแทรกซ้อนทางสมองและปวดอักเสบ
5. ปอดอักเสบหรือปอดบวม มักมีอาการของไข้หวัดนำมาก่อน 2-3 วัน ต่อมามีอาการไข้สูงขึ้น ไอมากขึ้น และหายใจเร็ว (อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น) หายใจหอบ (รูจมูกบาน ช่องซี่โครงบุ๋ม เป็นต้น) เบื่ออาหาร กินไม่ได้ โดยปกติผู้ป่วยจำเป็นต้องอยู่รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำทางหลอดเลือด ช่วยให้ได้น้ำและอาหารทดแทน ที่ได้ทางปากไม่เพียงพอ และอาจต้องให้ออกซิเจนเพื่อแก้ไขภาวะเลือดขาดออกซิเจน
จากตัวอย่างที่กล่าวมา ท่านจะเห็นว่า ไข้หรือตัวร้อนเป็นเพียงอาการของโรคอย่างหนึ่งเท่านั้น เมื่อท่านเข้าใจอย่างนี้แล้ว เมื่อบุตรของท่านมีไข้หรือตัวร้อนท่านจะได้ไม่วิตกเรื่องไข้ แต่ควรวิตกว่าโรคอะไรที่ทำให้บุตรของท่านมีไข้ หากมีสาเหตุจากไข้หวัดธรรมดา ท่านก็ไม่ควรวิตกเพราะปกติมักไม่มีโรคแทรกซ้อนใดๆ และไข้จะหายใน 3-4 วัน หากเกิดจากไข้ไทฟอยด์ ท่านก็ควรจะวิตกเพราะถ้ารักษาไม่ถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ มากมายและอาจถึงชีวิตได้

ยาลดไข้
ยาลดไข้เป็นเพียงยาบรรเทา ไม่ใช่ยารักษาสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ กล่าวคือ เมื่อกินยา 1 ครั้ง ยาจะออกฤทธิ์ ลดไข้อยู่ได้นาน 4-6 ชั่วโมง หากสาเหตุที่ทำให้เกิดไข้ยังไม่หาย เมื่อยาหมดฤทธิ์แล้วไข้ก็จะปรากฏใหม่ ท่านก็ค่อยให้ยาใหม่ หากบุตรของท่านมีไข้ไม่สูง มีเพียงศีรษะอุ่น ไม่กระวนกระวาย ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาลดไข้ เพราะยาลดไข้เป็นเพียงยาระงับหรือบรรเทาไข้ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

ยาลดไข้ไม่ใช่ยาที่ปราศจากโทษ ยาที่นิยมใช้ได้แก่
1. แอสไพริน หากกินมากเกินขนาด ทำให้มีไข้สูง ซึม ชักและถึงตายได้
2. พาราเซทามอล ขนาดสูง ทำให้ตับถูกทำลาย และตายจากตับล้มเหลว
ฉะนั้น ท่านจึงควรให้ยาลดไข้เมื่อไข้สูงเท่านั้น และให้ในขนาดที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว ห้ามให้ถี่กว่า 4 ชั่วโมง หากให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลด ควรให้เด็กดื่มนำมากๆ ร่วมกับการเช็ดตัวด้วยน้ำประปาจนกว่าไข้จะลด ท่านไม่จำเป็นต้องพาเด็กไปพบแพทย์ทันทีของการมีไข้ หากเด็กยังเล่นได้ ดูทีวีได้ ท่านเพียงให้ยาลดไข้ เป็นครั้งเป็นคราว แต่ถ้าภายใน 2-3 วันอาการไข้ยังไม่ทุเลาจึงพาไปพบแพทย์ เพราะไข้จะหายเองเมื่อถึงกำหนดระยะของโรค แม้ไปพบแพทย์ก็ไม่ได้ช่วยให้หายไข้เร็วขึ้น
ขณะมีไข้สูง เด็กมักกินอาหารได้น้อยลง ทำให้มีกากอาหารในลำไส้น้อย มีผลทำให้ไม่ถ่ายอุจจาระ ในสังคมไทยมีความเชื่อว่า หากเด็กไม่ถ่ายอุจจาระจะทำให้ไข้ยิ่งสูง ความเชื่อนี้ต้องการการแก้ไข ท่านไม่ควรใช้วิธีการใดๆ ทำให้เด็กถ่าย เพราะการไม่ถ่ายเกิดจาก การกินอาหารน้อยลง การกินยาระบายหรือการเหน็บยาอาจมีอันตรายหากสาเหตุของไข้เกิดจาก ไข้ไทฟอยด์หรือไส้ติ่งอักเสบ เพราะทำให้ลำไส้แตกทะลุได้

อาการแทรกซ้อน
อาการแทรกซ้อนของไข้ที่ต้องระวังคือ การชักจากไข้สูง ซึ่งพบในช่วงอายุ 6 เดือน ถึง 6 ปี เด็กที่เคยชักเวลามีไข้สูงหรือพ่อ แม่ พี่ๆ มีประวัติชักเมื่อไข้สูง ต้องระวังการมีไข้เป็นพิเศษ โดยเช็คตัวและให้ยาลดไข้เพื่อป้องกันไม่ให้ไข้สูง

ที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th

กลับไปด้านบน

โรคเด็กอื่น ๆ

ไอเรื้อรังในเด็ก
ผศ.นพ.จักรพันธ์ สุศิวะ

“ลูกดิฉันไอนานจังค่ะ คุณหมอ….
พอเข้าสู่ฤดูหนาวอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทีเดียว เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวมีฝนตก ทำให้ลูกไม่สบายง่าย เป็นไข้หวัดก่อน จากนั้นแทนที่จะหายก็กลับมีอาการไอต่อเนื่องนานเชียว ทำท่าจะดี กินยาแล้วดีขึ้นนิดเดียวก็กลับมาไออีกแล้ว อาการเป็นอย่างไรที่เขาเรียกว่าเด็กมีอาการไอเรื้อรังคะคุณหมอ”

อาการที่เรียกว่าไอเรื้อรังในเด็กนั้น จะต้องไอนานติดต่อกันนานกว่า 4 สัปดาห์ ก็คงมีความจำเป็นแล้วที่ต้องพาเด็กมาตรวจค้นหาว่าเป็นจากโรคอะไร อาจเกิดจากโรคติดเชื้อ เช่น วัณโรค ไอกรน หรือไม่ได้เป็นโรคติดเชื้อ เช่น ไอจากหลอดลมมีภูมิไว เป็นโรคหอบหืด สำลักสิ่งแปลกปลอมหรือไม่ได้เป็นโรค แต่ไอต่อเนื่องเรื้อรังจนติดเป็นนิสัยก็ได้ครับ คุณแม่หรือคนเลี้ยงมีส่วนสำคัญในการสังเกตลักษณะอาการไอ ว่ามีรูปแบบเป็นอย่างไร อาจพอบอกให้ทราบถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กมีอาการไอเรื้อรังได้ สำหรับรูปแบบของการไอพอบอกได้ เช่น ถ้าไอมีเสมหะชี้ว่าเกิดจากหลอดลมอักเสบมีการติดเชื้อ ไอก้อง ๆ อาจบ่งถึงการอักเสบที่ท่อลมขนาดใหญ่ เช่น ที่กล่องเสียง หรือไอจนติดเป็นนิสัย ถ้าไอแล้วมีเสียงแบบหมาเห่า ควรคิดถึงโรคครุป ไอต่อเนื่องกันเป็นชุด ๆ ช่วง ๆ อาจทำให้นึกถึงการสำลัก
สิ่งแปลกปลอม การติดเชื้อคลาไมเลีย เชื้อไอกรน เวลาที่ไออาจบอกว่าไอมากกลางคืน ไอเป็นจากน้ำมูกไหลลงคอ เป็นจากโพรงจมูกอักเสบหรือที่รู้กันว่า เป็นไซนัสอักเสบหรือเป็นไอจากโรคหอบหืด ถ้าไอตอนเช้า ๆ อาจเป็นจากโรคหลอดลมโป่งพองที่มีเสมหะมากออกมาเป็นคำ ๆ อย่างนั้น ถ้าเล่นมากออกแรงมากแล้วไอต้องคิดถึงโรคหลอดลมที่ภูมิไวเกิน ถ้านอนหลับหยุดไอได้ ตื่นแล้วไออาจเป็นจากไอจนติดเป็นนิสัยไปแล้ว

ดังนั้นถ้าเราสังเกตเห็นว่าลูกไออย่างไรก็ควรนำมาบอกหมอให้ละเอียดในระหว่างแพทย์ซักถามประวัติและอาการไอของเด็ก ในเด็กที่มีอาการไอเรื้อรัง คุณหมอจำเป็นต้องถามว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อไร นานแค่ไหน อะไรเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ไอ รูปแบบการไอเป็นอย่างไร การถามก็เพื่อแยกให้ได้ว่าเป็นการไอติดต่อกันอย่างต่อเนื่องหรือไอแล้วหายไปแล้วกลับมาเป็นใหม่ ถามถึงการเลี้ยงดู ประวัติโรคภูมิแพ้ หอบหืดในครอบครัว มีโรคติดต่อ โรควัณโรค มีคนสูบบุหรี่ในครอบครัว ตรวจถามหาอาการของโรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้ไอ เช่น ไซนัสอักเสบ น้ำมูกไหลเรื้อรัง หมอต้องตรวจร่างกายเด็กดูทางเดินหายใจส่วนบน ส่วนล่าง ดูการหายใจ ฟังเสียงหายใจว่าเป็นโรคที่ตำแหน่งใด ตรวจดูนิ้วปุ้ม ตรวจระบบหัวใจและหลอดเลือด มีการถ่ายภาพรังสีทรวงอก โพรงจมูก ทำทดสอบที่ผิวหนังดูว่ามีการติดเชื้อวัณโรค จะตรวจอะไรก็จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ที่ได้จากประวัติและการตรวจร่างกาย

สาเหตุที่พบบ่อยที่เด็กไอเรื้อรังหายยาก ๆ ส่วนมากจะมาจากการที่หลอดลมมีภูมิไว หรือเป็นส่วนของโรคหอบหืด ภูมิแพ้ เพราะส่วนใหญ่เด็กจะมีไข้ ไอหายยาก ไอมากกลางคืน เล่นแล้วเหนื่อยง่าย เล่นมากแล้วไอ หรือหอบ มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวด้วย หากคุณหมอมีข้อมูลสนับสนุนเพียงพอก็จะให้การรักษาด้วยยารักษาภูมิแพ้ ยาขยายหลอดลม ที่มีทั้งยารับประทาน ยาพ่น หากการวินิจฉัยถูกต้อง การรักษาที่ถูกต้องเด็กก็จะหายไอได้ในที่สุด

ที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th

กลับไปด้านบน

โภชนาการในเด็ก

ลูกไม่ยอมกินข้าว

ศ.นพ.พิภพ จิรภิญญโญ
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

ถาม : สาเหตุที่ทำให้ลูกเราไม่รับประทานอาหารมีอะไรบ้าง
ตอบ : สาเหตุโดยทั่วไปคือ คุณพ่อ คุณแม่ไม่เข้าใจว่าลูกไม่รับประทานอาหารเพราะขาดวิตามินหรือขาดยาบำรุงต่าง ๆ จึงมุ่งเน้นทางด้านหายามารับประทานมากกว่า ทั้งที่สาเหตุเกิดจากเด็กไม่เคยชินกับการรับประทานเลย ปกติเด็กตั้งแต่เกิดมาชอบอาหารที่เป็นของเหลว เป็นนม และสาเหตุช่วงหนึ่งเด็กที่มีพัฒนาการทางด้านการดื่มนมและเปลี่ยนมารับประทานข้าว แต่พ่อ แม่ละเลยให้การเลี้ยงดูไม่ถูกต้อง พอนานวันเข้าเด็กไม่ยอมทานข้าว

ถาม : วิธีการแก้ไขให้ลูกกินข้าวได้
ตอบ :โดยปกติเด็กพร้อมจะรับประทานอาหารอายุประมาณ 3-4 เดือน ควรเริ่มหัดให้เด็กเคยชินด้วยวิธีการ ใหม่ ๆ เช่น ให้ข้าวเหลวเหมือนกับน้ำให้เด็กรับประทาน

ถาม : การฝึกให้เด็กรับประทานข้าวควรเริ่มต้นที่ระยะเวลาใด
ตอบ : เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีขึ้นไป ถ้าเด็กไม่ยอมกินข้าวควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว เพื่อเด็กจะมีการเจริญเติบโตได้เหมือนเด็กปกติ

ถาม : ถ้าอายุมากกว่า 2 ปี มีวิธีการรักษาได้อย่างไร
ตอบ : หลังจากอายุ 2 ปีขึ้นไป จะเป็นนิสัยที่ติดตัวเด็กเลยคือเด็กไม่ยอมรับประทานอาหาร จะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครอง หมั่นสังเกตอาหารชนิดใดที่ถูกใจลูก และชอบรับประทานเป็นประจำ และควรเลือกอาหารที่มีประโยชน์ทำให้เด็กเติบโตขึ้น ควรเลือกอาหารให้ครบ 5 หมู่

ถาม :อาหารเสริมมีประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย
ตอบ : อาหารเสริมมีหลายประเภท ถ้าเป็นวิตามินไม่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ควรให้เด็กรับประทาน อาหารให้ครบ 5 หมู่

ถาม : ถ้าลูกมีน้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้น ตัวเล็กลงควรปรึกษาแพทย์เมื่อใด
ตอบ : ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อปรึกษา และดูว่าเด็กฉีดวัคซีน หยดโปลิโอให้ครบ โดยผู้ปกครองต้องคอยหมั่นสังเกตการเพิ่มน้ำหนักตัวมีขึ้นหรือไม่ ถ้าพบว่า น้ำหนักตัวไม่ขึ้นควรพบแพทย์เป็นการด่วนเพื่อหาสาเหตุ

ถาม : เกณฑ์น้ำหนักของเด็กควรมีน้ำหนักเท่าใด
ตอบ : เกณฑ์จะดูได้ที่สมุดการฉีดวัคซีนของเด็ก

ถาม : เมื่อลูกไม่ยอมรับประทานข้าวบ่อย ๆ เด็กจะเป็นโรคเกี่ยวกับอะไร
ตอบ : เมื่อลูกไม่ยอมรับประทานทานข้าวบ่อย ๆ เด็กจะเป็นโรคหวัด ถ้าเด็กผอมน้ำหนักตัวน้อย ภูมิต้านทานโรคก็ไม่มีเกิดการติดเชื้อได้ง่าย การรักษาก็หายยากกว่าปกติมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบและอีกโรคหนึ่งคือโรคท้องเสีย เด็กที่ขาดอาหารจะท้องเสียง่าย หายยาก อาจจะเป็นท้องเสียเรื้อรังถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th

กลับไปด้านบน

พัฒนาการ

เมื่อลูกเป็นสาวเร็ว
อ.พญ.ไพรัลยา สวัสดิ์พานิช

เนื่องจากปัจจุบัน ภาวะโภชนาการและสุขภาพอนามัยของเด็กดีขึ้นกว่าในอดีต เด็กมีแนวโน้มเป็นสาวเร็วขึ้น ผู้ปกครองมีคำถามหลายอย่างให้กับกุมารแพทย์ โดยเฉพาะ "ลูกดิฉันจะเตี้ยหรือไม่ ถ้าเขาเป็นสาวเร็วเกินไป" ซึ่งสามารถอธิบายเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวได้พอสังเขป ดังนี้
อย่างไรจึงเรียกว่าเด็กหญิงเป็นสาวเร็ว
โดยทั่วไปถ้าเด็กหญิงไทยมีหน้าอกก่อนอายุ 8 ปี ถือว่าเด็กหญิงคนนั้นเป็นสาวเร็วกว่าปกติ

รู้จักกลไกการเข้าสู่วัยสาว
อวัยวะสำคัญที่ควบคุมการเข้าสู่วัยสาวได้แก่ต่อมใต้สมองและรังไข่ ต่อมใต้สมองทำหน้าที่หลั่งฮอร์โมน (gonadotropins) ภายใต้การควบคุมจากสารชีวเคมีต่าง ๆ ในสมอง ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่าปัจจัยอะไรแน่ที่เป็นตัวกระตุ้นสารชีวเคมีต่าง ๆ เหล่านี้ ฮอร์โมน (gonadotropins) จากต่อมใต้สมองจะมากระตุ้นรังไข่ในเด็กหญิงให้ผลิตฮอร์โมนเพศหญิงที่เรารู้จักกันดีคือ "เอสโตรเจน"
ผลของฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อร่างกายและจิตใจ
1. ทำให้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาเป็นสาว มีหน้าอก, มีขนาดมดลูกโตขึ้น และเยื่อบุมดลูกหนาขึ้น
2. ทำให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันอายุกระดูกจะเร็วกว่าอายุจริง ทำให้หยุดการเจริญเติบโตเร็วกว่าเด็กที่เป็นสาวช้า
3. ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มขึ้น
4. ทำให้มีอารมณ์และจิตใจแปรปรวน
การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น
การเปลี่ยนแปลงอันดับแรกสุดคือการมีหน้าอก เด็กหญิงมักมีประจำเดือนภายในระยะเวลา 2 ปีหลังจากมีหน้าอก
ในช่วง 2 ปีแรกของการมีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติที่ประจำเดือนอาจมาไม่สม่ำเสมอเนื่องจากร่างกายกำลังอยู่ในระยะปรับตัว อายุเฉลี่ยของเด็กหญิงไทยที่มีประจำเดือนครั้งแรกคืออายุประมาณ 13 ปี

ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าสู่วัยรุ่น
1. กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่เข้าสู่วัยรุ่นเร็ว ลูกก็มีแนวโน้มเป็นสาวเร็ว
2. ภาวะโภชนาการ เด็กที่ผอมมากมักเป็นสาวช้า เด็กที่อ้วนปานกลางมักเป็นสาวเร็ว
3. การออกกำลังกาย
4. โรคภัยไข้เจ็บ โรคเรื้อรังทำให้เป็นสาวช้า
5. ฮอร์โมน

เมื่อใดควรมาพบแพทย์
เด็กหญิงที่มีหน้าอกก่อนอายุ 8 ปี สมควรจะมาพบกุมารแพทย์แต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้รับการประเมินดังต่อไปนี้
1. ได้รับการหาสาเหตุที่ทำให้เข้าสู่วัยสาวเร็วกว่าปกติ ส่วนใหญ่เกิดจากต่อมใต้สมองส่งสัญญาณมากระตุ้นรังไข่ก่อนวัยอันควร ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ส่วนน้อยเกิดจากโรคหรือภาวะผิดปกติของรังไข่เอง หรือพยาธิสภาพของต่อมใต้สมอง
2. ควรได้รับการประเมินถึงความจำเป็นในการรักษา เพื่อการชะลอการเข้าสู่วัยรุ่น
ยาฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ใช้ได้ผลดีในการยับยั้ง หรือชะลอการเข้าสู่วัยรุ่นได้แก่ GnRH
agonist เป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้องฉีดทุก 4 อาทิตย์

จุดประสงค์ในการรักษา
1. ยับยั้งหรือชะลอไม่ให้อายุกระดูกล้ำหน้าไปกว่าอายุจริงมาก เพื่อหวังผลให้ผู้ป่วยมีความสูงสุดท้ายตอนเป็นผู้ใหญ่เพิ่มขึ้น
2. ลดปัญหาทางด้านจิตใจและพฤติกรรมที่เกิดจากสภาพร่างกายเป็นสาวเร็ว
ทั้งนี้กุมารแพทย์ทางต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสมจะเป็นผู้ประเมินความจำเป็นในการรักษาและให้ข้อมูลกับผู้ปกครองอย่างละเอียด ความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนมีมากน้อยแตกต่างกันทั้งนี้ ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างได้แก่ อายุที่ผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น, ความสูงสุดท้ายตอนเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถประเมินได้จากอายุกระดูก, สภาวะทางอารมณ์, สติปัญญา และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ

สรุปได้ว่า เด็กหญิงที่เข้าสู่วัยสาวก่อนอายุ 8 ปี ควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยจากกุมารแพทย์แต่เนิ่น ๆ ค่ะ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โทร. 0-2419-8888 ต่อ 5676 ในวัน เวลาราชการ


ที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th

กลับไปด้านบน


การอบรมเลี้ยงดู

เราจะสอนให้เด็กโตขึ้นเป็นคนอารมณ์ดีมีเหตุผลได้อย่างไร?
อ.นพ. กวี สุวรรณกิจ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์

ปัจจุบันโลกเราเจริญก้าวหน้าไปมาก ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งที่ควรรู้และไม่ควรรู้ได้เร็วขึ้น การปล่อยให้เด็กพัฒนาตัวเองโดยขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด อาจเป็นเหตุให้เด็กได้รับข้อมูลผิดๆ ทำให้ฝังใจ ตั้งแต่เล็ก และติดเป็นนิสัยที่ไม่ดี อารมณ์เสีย กลายเป็นคนที่ไม่มีเหตุผลไปได้

พัฒนาการของเด็กขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ที่สำคัญคือสิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ มีเวลาพอที่จะให้กับลูก หรือไม่ ทัศนคติของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งทัศนคติอันนี้จะแปรปรวนไปได้ตามสภาพอารมณ์ของพ่อแม่ การอบรมสั่งสอนเด็กเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ ต้องค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอต่อเนื่อง เด็กจะเรียนรู้ได้จากประสบการณ์ของตนเอง จากการสังเกตเลียนแบบสิ่งแวดล้อม และจากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ผู้ใหญ่จึงไม่ควรละเลยที่จะอบรมเด็ก เพราะเด็กเรียนรู้ได้ง่ายมาก ผู้ใหญ่ทุกคนมีส่วนทำให้เด็กเลียนแบบและเป็นตัวอย่างแก่เด็กทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้เด็กพูดจาเพราะ มีมารยาทดี ต้องให้เขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้น คือ ผู้ใหญ่ต้องพูดเพราะ มีมารยาทดีด้วย ถ้าผู้ใหญ่เป็นคนเกรี้ยวกราด ขี้โมโห ด่าทอกัน เด็กก็จะเอาอย่าง การห้ามเด็กไม่ให้ทำจะไม่ได้ผล ถ้าเขาเห็นพฤติกรรมที่ถูกห้ามเป็นประจำ พฤติกรรมของเด็กก็เหมือนกับกระจกสะท้อนภาพของผู้ใหญ่รอบข้างเขานั่นเอง

การอบรมสั่งสอนเด็กจะมีประสิทธิภาพได้ พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจะต้องมีความรัก ให้ความอบอุ่นแก่เด็ก เด็กจึงจะเชื่อฟัง ถ้าบ้านใดครอบครัวใดพ่อแม่เป็นแบบฉบับที่ดี บ้านมีระเบียบ ผู้คนในบ้านปฏิบัติตนดีถูกต้อง การอบรมเด็กก็ไม่มีปัญหามาก การเข้มงวดกวดขันเด็กมากเกินไป การขัดใจเด็กอยู่เสมอ จะทำให้เด็กมีอารมณ์ร้าย ตึงเครียด ยั่วยุให้เด็กบางคนต่อต้านผู้ใหญ่ และทำให้เด็กบางคนมีความหวาดกลัว วิตกกังวล ขาดความมั่นใจ ไม่มีความคิดริเริ่ม แต่ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราปล่อยเด็กมากเกินไปจนไม่มีขอบเขต ไม่อบรมสั่งสอน ตามใจทุกอย่าง หรือไม่เอาใจใส่ จะเป็นอย่างไรก็ช่าง เด็กจะเติบโตขึ้นอย่างไม่มีระเบียบ ไม่มีเหตุผล กลายเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตนและก้าวร้าวได้

การเข้าใจความคิดจิตใจและพฤติกรรมของเด็กในวัยต่างๆ จะช่วยให้ผู้ที่เป็นพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงจะได้ระมัดระวังและปฏิบัติสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก
- เด็กในวัยทารกเป็นวัยที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อปรับตัวเอง ความสัมพันธ์และการสัมผัสด้วยความรักจากพ่อแม่พี่เลี้ยงจะทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจ เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่เป็นรากฐานของการพัฒนาอารมณ์และสังคมของเด็กต่อไป
- เด็กในวัยเริ่มเดินเตาะแตะ เด็กวัยนี้จะเริ่มทำอะไรตามความต้องการของตัวเอง เด็กจะดื้อเพื่อเป็นการแสดงความเป็นตัวของตัวเอง ผู้ใหญ่จึงควรจะอ่อนตาม ดูแลด้วยความเอาใจใส่ใกล้ชิด จะหัดอะไรก็ให้ค่อยเป็นค่อยไป อย่าบังคับข่มขู่ หรือไปฝืนความรู้สึกเด็กจนเกินไป และไม่ควรมีการลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเด็กยังไม่รู้จัก การเรียนรู้ทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติและเลียนแบบ ผู้ใหญ่ควรตามใจและผ่อนปรนบ้าง การหัดเด็กมากเกินไป เมื่อเด็กยังไม่พร้อม เช่น หัดนั่งโถและบังคับให้ถ่าย จะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาต่อไป ควรสังเกตอาการของเด็ก เมื่อเห็นลักษณะเด็กที่ทำท่าจะถ่ายอุจจาระ จึงให้เขานั่ง ควรเลี้ยงดูเด็กให้มีความเป็นตัวของตัวเอง เด็กกำลังหัดเดินย่อมมีการหกล้ม เราก็จัดที่ให้กว้างให้เขาเดินไปมาเองได้ หลีกเลี่ยงการวางของต่างๆที่เกะกะทางเดินของเขาเท่านั้น
- เมื่อเด็กโตขึ้นจะสามารถสื่อภาษากับผู้อื่นได้ เด็กเริ่มสังคมนอกบ้าน นอกจากนี้ยังมีความสนใจเกี่ยวกับอวัยวะเพศของตน เริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับศีลธรรม แต่ยังไม่มีเหตุผล ชอบสร้างจินตนาการต่างๆ จึงควรสร้างให้เด็กมีความรับผิดชอบและเริ่มมีการเข้าสังคมกับผู้อื่นได้ เมื่อเด็กมีการพัฒนาการทางสติปัญญาอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงเหมาะที่จะหัดจะเรียนทุกอย่าง ถ้าผู้ใหญ่พยายามฟังและเข้าใจก่อน อธิบายให้เขาฟังบ้าง และปฏิบัติตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีที่เขาจะเลียนแบบได้ เด็กในวัยนี้จะมีสังคมนอกบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะจะมีความสัมพันธ์กับเพื่อน พร้อมกันนั้นก็จะต้องการการยอมรับ และการมีส่วนร่วมในสังคม และต้องการประสบความสำเร็จ

ผู้ที่เป็นพ่อแม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสังเกต และระมัดระวังในการอบรมเลี้ยงดูลูกของตน ไม่ใช้ทัศนคติที่รักมาก ตามใจมาก วิตกกังวลมาก โกรธรุนแรงมาก ใช้วาจาหยาบคาย เจ้าระเบียบอย่างมากผิดปกติกับลูก พยายามสร้างบรรยากาศให้ครอบครัวมีความสุข ให้ความรักความอบอุ่นและอบรมเลี้ยงดูลูกอย่างถูกต้อง ไม่ขัดขวางการพัฒนาของเด็ก ต้องช่วยให้การพัฒนาการดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ทั้งทางกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา เพื่อให้เด็กได้พัฒนาอย่างดีที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถพัฒนาได้ โตขึ้นจะได้เป็นเด็กที่มีอารมณ์ดี มีเหตุผล อันเป็นยอดปรารถนาของพ่อแม่ทุกคน

ที่มา : http://www.si.mahidol.ac.th

กลับไปด้านบน